แม่สายน้ำท่วมหนัก

แม่สายน้ำท่วมหนัก เขื่อนดินเมียนมาแตก น้ำสายยังท่วมหนัก

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2565 ปริมาณน้ำในแม่น้ำสาย ชายแดนไทย-เมียนมา ยังคงวิกฤตที่ 4 เมตร โดยยังมีมวลน้ำจากประเทศเมียนมา ไหลมาสมทบอย่างต่อเนื่อง ส่งผลทำให้ยังคงมีน้ำล้นตลิ่งและแนวกั้นที่ทางฝ่ายปกครอง และทางท้องถิ่นอำเภอแม่สาย ทำไว้ไม่สามารถกั้นไว้ได้น้ำยังคงไหลทะลักเข้าท่วมบริเวณตลาดสายลมจอย ซึ่งเป็นย่านเศรษฐกิจของอำเภอแม่สาย จและย่านชุมชนต่างๆ อีกอย่า​งน้อย 5 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนหัวฝาย ไม้ลุงขน เกาะทราย สันทรายให้และเหมืองแดง

โดยกระแสน้ำไหลเชี่ยว ซึ่งบางจุดท่วมสูงกว่า 1 เมตร หลายพื้นที่ทั้งรถและคนไม่สามารถเดินทางเข้าออกได้ ต้องอาศัยเรือท้องแบนของทางเจ้าหน้าที่ โดยมีบ้านเรือนของประชาชนและร้านค้าถูกน้ำท่วมไม่น้อยกว่า 2,000 ครัวเรือน

โดยนายธนัทเมศร์ วุฒิอนันตเวย์ ​อายุ 40 ปี เจ้าของร้านขายผ้าห่มในตลาดสายลมจอย เล่าว่า น้ำท่วมครั้งนี้ถือว่ารุนแรงกว่าครั้งก่อนๆ โดยท่วมติดต่อกันเป็นวันที่สองโดยที่น้ำยังไม่มีทีท่าว่าน้ำจะลดลง ทำให้ร้านค้าที่มีไม่น้อยกว่า 50 ร้าน ไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่ได้ และคาดว่าสินค้าขายของน่าจะได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก คิดเป็นมูลค่าไม่น่าจะต่ำกว่า 10 ล้านบาท

ขณะที่ผู้ประกอบการร้านค้า ไม่คาดคิดว่าน้ำจะมามากขนาดนี้ โดยได้ยกสินค้าให้สูงไว้แล้งประมาณ 50 เซ็นติเมตร หรือเพียง 1 เมตร แต่ระดับน้ำได้น้ำท่วมสูงกว่า ซึ่งทำให้สินค้าเสียหายเป็นจำนวนมาก

ล่าสุดทาง นายณรงค์พล คิดอ่าน นายอำเภอแม่สาย ได้ร่วมกับทางเทศบาลตำบลแม่สาย จัดตั้งศูนย์ประสานงานและช่วนเหลือผู้ประสบภัยขึ้นที่บริเวณหน้าด่านพรมแดนฯ

ขณะที่ทางการท้องถิ่นเมียนมา ใน จ.ท่าขี้เหล็ก ได้นำรถแบ็คโฮเข้ามาตักเศษไม้และขยะที่ลอยมากับน้ำ ออกจากคอสะพานมิตรภาพ ไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 เพื่อให้น้ำระบายได้เร็วขึ้น เนื่องจากขวางทางน้ำ จนทำให้น้ำไหลทะลักเข้าท่วมย่านชุมชนและตลาดท่าล้อ ซึ่งเป็นย่านเศรษฐกิจของ จ.ท่าขี้เหล็ก บางจุดท่วมสูงกว่า 2 เมตร ร้านค้าและบ้านเรือนริมฝั่งน้ำสายถูกน้ำท่วมนับ 1,000 หลัง ไม่ต่างจากฝั่งไทยและอาจหนักกว่าเนื่องจากเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำกว่า

นายณรงค์พล กล่าวด้วยว่า น้ำท่วมครั้งนี้ไม่มีใครคาดคิดว่าจะท่วมหนักขนาดนี้ เพราะปริมาณฝนในพื้นที่ตกไม่มากนัก ซึ่งได้รับรายงานว่าเกิดจากเขื่อนดิน ซึ่งทางเมียนมาสร้างกั้นแม่น้ำสาย เพื่อผันน้ำสายไปใช้ในเมืองปงถุน ห่างจากพื้นที่แม่สายประมาณ 37 กิโลเมตร แตก เมื่อเขื่อนดินขาดจึงทำให้มวลน้ำขนาดใหญ่ไหลมาทีเดียว จึงทำให้เกิดการทะลักของมวลน้ำดังกล่าว

ซึ่งตอนนี้ก็ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์เข้าช่วยเหลือชาวบ้านแล้ว พร้อมกันนี้ยังได้จัดหารถที่มีท่อไอเสียสูง เพื่อลำเลียงอาหารและเครื่องดื่มไปแจกจ่ายในพื้นที่ประสบภัยด้วย.